| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | ก ถึง ฮ

     กัปที่ประเสริฐมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้๓พระองค์คะ วรกัป วรกัป กัป กัปมีพระพุทธเจ้า๓พระองค์

     กัปปิยะหรือกัปปิยภัณฑ์แปลว่าเหมาะสมสมควรคะหมายถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่สมควรแก่สมณะคือภิกษุสามเณรเป็นสิ่งของที่ภิกษุสามเณรบริโภคใช้สอยได้ไม่ผิดพระวินัยเรียกเต็มว่ากัปปิยภัณฑ์ได้แก่ปัจจัย๔คือผ้าอาหารที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคคะ ส่วนสิ่งของที่ภิกษุสามเณรไม่ควรจะบริโภคใช้สอยหรือบริโภคใช้สอยไม่ได้เช่นเสื้อกางเกงเครื่องประดับเป็นต้นเรียกว่าอกัปปิยะหรืออกัปปิยภัณฑ์คะ แล้วก็ปัจจัยบางอย่างที่เป็นอกัปปิยะนิยมทำให้เป็นกัปปิยะเสียก่อนจึงถวายพระเช่นผลไม้ที่มีเปลือกหนานิยมปอกหรือใช้มีดใช้เล็บกรีดให้เป็นรอยเสียก่อนทำดังนี้เรียกว่าทำกัปปิยะเรียกผู้ทำกัปปิยะนั้นว่ากัปปิยการกคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กัปปิยะ กัปปิยะ กัปปิยะ กัปปิยะ

     กัปปิยโวหารแปลว่าโวหารที่สมควรแก่ภิกษุคำพูดที่สมควรแก่ภิกษุคะหมายถึงภาษาและคำพูดที่เหมาะสมแก่ภิกษุเป็นทั้งภาษาและคำพูดที่ชาวบ้านใช้กับภิกษุและที่ภิกษุใช้กับชาวบ้านที่ชาวบ้านใช้กับภิกษุเช่นเรียกเงินตราว่ากัปปิยภัณฑ์เรียกการกินว่าฉันเรียกการนอนว่าจำวัดเรียกการป่วยว่าอาพาธเรียกภิกษว่าพระคุณเจ้าเป็นต้นและหมายถึงภาษาหรือคำพูดที่ภิกษุใช้โดยเฉพาะเช่นภิกษุเรียกตัวเองว่าอาตมาหรืออาตมภาพเรียกชาวบ้านว่าโยมเป็นต้น กัปปิยโวหารเป็นถ้อยคำสำนวนที่เหมาะแก่กาลเทศะหากใช้ได้ถูกต้องก็เป็นที่นิยมยกย่องว่าเป็นผู้ฉลาดรู้กาลเทศะดีคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กัปปิยโวหาร กัปปิยโวหาร กัปปิยโวหาร กัปปิยโวหาร

     กัมมสัทธาเชื่อกรรมเชื่อกฎแห่งกรรมเชื่อว่ากรรมมีอยู่จริงคือเชื่อว่าเมื่อทำอะไรโดยมีเจตนาคือจงใจทำทั้งรู้ย่อมเป็นกรรมคือเป็นความชั่วความดีมีขึ้นในตนเป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไปการกระทำไม่ว่างเปล่าและเชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำมิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชคเป็นต้นค่า~ กัมมสัทธา กัมมสัทธา กัมมสัทธา

     กัมมัสสกตาสัทธาเชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของจะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน กัมมัสสกตาสัทธา กัมมัสสกตาสัทธา กัมมัสสกตาสัทธา

     กัลปนาอ่านว่ากันละปะนาแปลว่าเจาะจงให้เป็นคำศัพท์ภาษาบาลีนำมาใช้ในภาษาไทยในปริบททางพุทธศาสนาคะ กัลปนาใช้ในความหมาย๒อย่างคือหมายถึงส่วนบุญที่ผู้ทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตายเรียกว่าอุทิศกัลปนาไปให้อีกอย่างหนึ่งหมายถึงที่ดินที่เจ้าของถวายเฉพาะผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ดินนั้นให้แก่วัดกรรมสิทธิ์ที่ดินยังเป็นของเจ้าของเช่นนาสวนมะพร้าวที่ดินมีตึกแถวเรียกชื่อเต็มว่าที่กัลปนาคะ "ข้าพเจ้าขออุทิศกัลปนานี้ไปให้บิดาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย"อย่างนี้เป็นความหมายแรกนะคะ "ปีนี้ที่กัลปนาของวัดเราได้ผลตอบแทนไม่มากเพราะฝนแล้ง"ส่วนอย่างนี้เป็นความหมายหลังคะ กัลปนา กัลปนา กัลปนา กัลปนา

     กัลยาณจิตอ่านว่ากันละยานะจิดแปลว่าจิตที่ดีจิตที่งดงามคะกัลยาณจิตจึงหมายถึงจิตที่ดีงามจิตที่ประกอบด้วยเมตตากรุณาคือความรู้สึกที่หวังดีปรารถนาดีความรู้สึกที่มุ่งให้ประโยชน์ต้องการจะให้พ้นจากความทุกข์อันเป็นความรู้สึกที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่เคลือบแคลงแอบแฝงด้วยผลประโยชน์ กัลยาณจิตนิยมใช้ในกรณีที่ต้องการอธิษฐานหรือตั้งใจจะอำนวยพรอำนวยผลให้แก่ผู้รับเช่นใช้ว่า "ขอตั้งกัลยาณจิตอธิษฐานให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัย" "ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้ตั้งกัลยาณจิตอุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่ผู้ล่วงไปแล้ว"อะไรอย่างเนี้ยคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กัลยาณจิต กัลยาณจิต กัลยาณจิต กัลยาณจิต

     กัลยาณธรรมตามรูปศัพท์แปลว่าธรรมอันดีธรรมอันงามหมายถึงคุณธรรมที่ดีงามธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติของกัลยาณชนธรรมที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นกัลยาณชนผู้ประพฤติกัลยาณธรรมเป็นปกตินอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณชนแล้วชีวิตของผู้นั้นย่อมสงบสุขไม่มีเวรภัยไม่มีศัตรูคะ กัลยาณธรรมโดยตรงคือ ๑เว้นจากฆ่าสัตว์ ๒เว้นจากลักทรัพย์ ๓เว้นจากพูดเท็จ ๔เว้นจากดื่มสุราเมรัยและ ๕ประพฤติพรหมจรรย์คือเว้นจากเมถุนธรรม โดยอ้อมได้แก่เบญจศีลเบญจธรรม กัลยาณธรรมเป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นของมนุษย์ที่ทำให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์และทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์โลกประเภทอื่นบางครั้งจึงเรียกกัลยาณธรรมว่ามนุษยธรรมคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กัลยาณธรรม กัลยาณธรรม กัลยาณธรรม กัลยาณธรรม

     กามราคะหมายถึงอาการที่จิตยินดีเพลิดเพลินในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสซึ่งเรียกว่ากามคุณจนหลงใหลไม่ปล่อยวางง่ายและหมายถึงอาการที่จิตยินดีเพลิดเพลินในกามคุณเช่นนั้นด้วยอำนาจกิเลสกามมีกิเลสกามเป็นเหตุให้ทำนำให้มีความยินดีเพลิดเพลินเช่นยินดีเพลิดเพลินในในรูปและเสียงด้วยความอยากคะ แต่โดยปกติใช้อธิบายเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ผู้คนหมกมุ่นหลงใหลยินดีติดอยู่ในเรื่องโลกีย์วิสัยของมนุษย์นะคะเช่นใช้ว่า "ด้วยอำนาจกามราคะอย่างเดียวจึงทำให้เขาทิ้งลูกทิ้งเมียไปหาหญิงอื่น" พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กามราคะ กลกามแห่งความรัก กามราคะ กามราคะ

     กามราคะอ่านได้๒อย่างกามะและกามมะแปลว่าความกำหนัดในกามความใคร่ในกามความกำหนัดยินดีด้วยอำนาจกามใช้ว่ากามราคกามะรากก็มีคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กามราคะ กลกามแห่งความรัก กามราคะ กามราคะ

     กามสุขัลลิกานุโยคคือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลายเป็นธรรมอันเลวเป็นของชาวบ้านเป็นของปุถุชนไม่ใช่ของพระอริยะไม่ประกอบด้วยประโยชน์คะ กามสุขัลลิกานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค

     กายกองหมวดหมู่ที่รวมชุมนุมคะเช่นสัตวกายก็มวลสัตว์พลกายก็กองกำลังทหารรถกายก็กองทหารรถธรรมกายก็ที่รวมหรือที่ชุมนุมแห่งธรรมมี ๑ที่รวมแห่งอวัยวะทั้งหลายหรือชุมนุมแห่งรูปธรรมคือร่างกายบางทีเรียกเต็มว่ารูปกายี ๒ประชุมแห่งนามธรรมหรือกองแห่งเจตสิกเช่นในคำว่ากายปัสสัทธิความสงบเย็นแห่งกองเจตสิกบางทีเรียกเต็มว่านามกายแต่ในบางกรณีนามกายหมายถึงนามขันธ์หมดทั้ง๔คือทั้งเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณหรือทั้งจิตและเจตสิกนอกจากความหมายพื้นฐาน๒อย่างนี้แล้วยังมีความหมายปลีกย่อยและความหมายเฉพาะตามข้อความแวดล้อมอีกหลายอย่างเช่น ในคำว่ากายสัมผัสหรือสัมผัสทางกายหมายถึงกายอินทรีย์ที่รับรู้โผฏฐัพพะคือสิ่งต้องกาย ในคำว่ากายทุจริตหรือทุจริตด้วยกายหมายถึงกายทวารที่ใช้ทำกรรมคือเคลื่อนไหวแสดงออกและทำการต่างๆ ในคำว่ากายสุขหรือสุขทางกายหมายถึงทางทวารทั้ง๕คือตาหูจมูกลิ้นและกายซึ่งคู่กับเจโตสุขหรือสุขทางใจ ในคำว่ากายภาวนาหรือการพัฒนากายหมายถึงอินทรียสังวรคือความรู้จักปฏิบัติให้ได้ผลดีในการใช้ตาหูจมูกลิ้นและกายดังนี้เป็นต้นคะ กาย กายในเถรวาท กาย กาย ที่รวม

     กายกรรมอ่านว่ากายยะกำในคำวัดหมายถึงการกระทำทางกายคือทำกรรมด้วยกายไม่ว่าจะทำกรรมชั่วหรือกรรมดีจัดเป็นกายกรรมเหมือนกันคะ กายกรรมทางชั่วมี๓อย่างคือฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากายทุจริตแปลว่าประพฤติชั่วทางกาย ส่วนกายกรรมทางดีมี๓อย่างเช่นกันคะคือไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดในกามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากายสุจริตแปลว่าประพฤติชอบทางกาย พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กายกรรม_(ศาสนาพุทธ) กายกรรม กายกรรม กายกรรม กรรมด้วยกาย

     กายทุจริตอ่านว่ากายะแปลว่าการประพฤติชั่วทางกายการประพฤติชั่วด้วยกาย กายทุจริตเป็นการทำความชั่วทำความผิดทางกายคือด้วยการกระทำของกายจัดเป็นบาปมิใช่บุญก่อทุกข์โทษให้ทั้งในปัจจุบันและภพชาติต่อไปคะ กายทุจริตมี๓อย่างคือ ๑ฆ่าสัตว์คือการทำให้สัตว์สิ้นชีวิตรวมถึงการทรมานจองจำกักขังสัตว์ให้เดือดร้อน ๒ลักทรัพย์คือการขโมยหยิบฉวยรวมถึงการเบียดบังฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนเป็นต้น ๓ประพฤติผิดในกามคือการล่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่นการมีเพศสัมพันธ์กับคนต้องห้าม พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กายทุจริต กายทุจริต กายทุจริต กายทุจริต

     กายมี๓อย่างคะคือ ๑สรีรกายกายที่เกิดจากอุตุนิยามหรือรูปธาตุคือดินน้ำลมไฟได้แก่กายของมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ๒ทิพยกายกายที่เกิดจากกรรมนิยามหรือนามธาตุคือกิเลสกรรมวิบากได้แก่กายของโอปะปาติกะทั้งหลายเช่นพรหมเทพวิญญาณอสุรกายเปรตและสัตว์นรก ๓นามกายหรือกายที่เกิดจากธรรมนิยามหรือธรรมธาตุคืออนิจจังทุกขังอนัตตาได้แก่จิตและเจตสิก "กายในคำว่ากาโยมี๒คือนามกาย๑รูปกาย๑นามกายเป็นไฉนเวทนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการเป็นนามด้วยเป็นนามกายด้วยและท่านกล่าวจิตสังขารว่านี้เป็นนามกายรูปกายเป็นไฉนมหาภูตรูป๔รูปที่อาศัยมหาภูตรูป๔ลมอัสสาสะปัสสาสะนิมิตรและท่านกล่าวว่ากายสังขารที่เนื่องกันนี้เป็นรูปกายฯ" กาย กายมีอะไรบ้าง กาย กาย ๓อย่าง

     กายวิญญาณความรู้อารมณ์ทางกายคือรู้โผฏฐัพพะด้วยกายหรือการรู้สึกกายสัมผัสคะ กายวิญญาณ กายวิญญาณ กายวิญญาณ

     กายิกสุขอ่านว่ากายิกะสุกแปลว่าสุขทางกายสุขที่เป็นไปในกายหมายถึงความสบายกายความอิ่มเอิบซาบซ่านแห่งกายกายิกสุขเกิดจากการที่กายสัมผัสกับอารมณ์ภายนอกที่ดีแล้วเกิดความรู้สึกทางกายว่าสบายอิ่มเอิบเป็นต้นเช่นตาได้เห็นคนหรือสิ่งที่ตนชอบทำให้เกิดความรู้สึกซาบซ่านลิ้นได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อยทำให้เกิดความอิ่มหายหิวกายได้สัมผัสกับน้ำทำให้กายเย็นสบาย กายิกสุขเป็นคู่กับเจตสิกสุขหรือสุขทางใจอันเกิดจากการที่ใจได้สัมผัสกับอารมณ์ที่ดีภายนอกแล้วเกิดความสบายใจเช่นดีใจชอบใจคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กายิกสุข กายิกสุข กายิกสุข กายิกสุข

     การกสงฆ์อ่านว่าการกสงฆ์หรือจะการะกะสงฆ์ก็ได้คะแปลว่าสงฆ์ผู้ทำกิจหมู่ภิกษุผู้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญใช้เรียกสงฆ์หมู่หนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ทำกิจสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นประโยชน์แก่หมู่คณะหรือแก่พระศาสนาได้แก่กิจการที่เป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาเพื่อรักษาพระธรรมวินัยเพื่อชำระอธิกรณ์เป็นต้น การกสงฆ์ได้แก่สงฆ์ที่ร่วมกันทำสังคายนาหรือทำสังฆกรรมต่างๆซึ่งเรียกว่าสังคีติการกสงฆ์กัมมการกสงฆ์ตามลำดับคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ การกสงฆ์ การกสงฆ์ การกสงฆ์ การกสงฆ์

     การคว่ำบาตรของพระสงฆ์มีอยู่ในพระวินัยปิฎกด้วยนะคะมีที่มาจากศัพท์ในจุลวรรคพระวินัยปิฎกที่กล่าวถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์สามารถมีมติลงโทษคว่ำบาตรอุบาสกอุบาสิกาได้เพื่อให้มีสติสำนึกผิดในความผิดที่กระทำต่อพระพุทธศาสนาการคว่ำบาตรในทางพระวินัยจึงถือเป็นการตักเตือนด้วยความปรารถนาดีโดยพระสงฆ์สามารถทำการคว่ำบาตรได้เฉพาะกับชาวพุทธเท่านั้นตามข้อกำหนดในพระวินัยปิฎกและตามสภาพที่เป็นจริงในทางปฏิบัติคะ การคว่ำบาตร_(ศาสนาพุทธ) การคว่ำบาตร การคว่ำบาตร การคว่ำบาตร

     การประเคนหมายถึงการถวายของการส่งของให้พระถึงมือคะของที่ประเคนนั้นต้องไม่ใหญ่หรือหนักจนคนเดียวยกไม่ได้ถ้าเป็นของเคี้ยวของฉันจะต้องประเคนในกาลคือตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวันเท่านั้นหลังจากนั้นเป็นวิกาลไม่ควรประเคน ส่วนวิธีประเคนคือนั่งหรือยืนห่างจากพระประมาณ๑ศอกจับของที่จะประเคนด้วยมือทั้งสองหรือมือเดียวก็ได้ยกให้สูงพ้นพื้นเล็กน้อยแล้วน้อมประเคนด้วยความเคารพถ้าเป็นบุรุษพระจะรับด้วยมือทั้งสองถ้าเป็นสตรีพระจะทอดผ้าสำหรับประเคนออกมารับพึงวางของบนผ้านั้นแล้วปล่อยมือเมื่อประเคนเสร็จแล้วพึงกราบหรือไหว้แล้วแต่กรณีคะ การประเคนเป็นการยกให้ด้วยความเต็มใจเป็นการปกป้องมิให้พระถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมย พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ การประเคน การประเคน การประเคน การประเคน

     การแสวงบุญหรือการจาริกไปเพื่อทำการบูชาสังเวชนียสถานเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลโดยในสมัยนั้นชาวพุทธจะจาริกแสวงบุญโดยเดินทางมาเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ในภายหลังมีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วผู้มีศรัทธาควรไปยังณสถานที่ใดเพื่อยังให้เกิดความเจริญใจด้วยศรัทธาเสมือนเข้าเฝ้าพระพุทธองค์พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่าสถานที่ควรไปเพื่อยังให้เกิดความแช่มชื่นเบิกบานใจเจริญใจและสังเวชใจเมื่อได้ไปคือสังเวชนียสถานทั้ง๔ตำบลดังพระพุทธพจน์ดังต่อไปนี้ "ดูกรภิกษุทั้งหลายสถานที่ควรเห็นควรให้เกิดความสังเวชแห่งกุลบุตรผู้มีศรัทธา๔แห่งนี้๔แห่งเป็นไฉนคือสถานที่ควรเห็นควรให้เกิดความสังเวชแห่งกุลบุตรผู้มีศรัทธาว่าพระตถาคตประสูติณที่นี้๑พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณณที่นี้๑พระตถาคตทรงประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมณที่นี้๑พระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุณที่นี้๑ดูกรภิกษุทั้งหลายสถานที่ควรเห็นควรให้เกิดความสังเวชแห่งกุลบุตรผู้มีศรัทธา๔แห่งนี้แลฯ" จากพระสุตตันตปิฎกเล่ม๑๓อังคุตตรนิกายจตุกกนิบาตตติยปัณณาสก์๒เกสีวรรคสังเวชนียสูตร โดยพระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอานิสงส์ของการจาริกแสวงบุญไปยังสังเวชนียสถานด้วยความศรัทธาว่า "ก็ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์สังเวชนียสถานมีจิตเลื่อมใสแล้วจักทำกาละลงชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ฯ" จากพระไตรปิฎกเล่มที่๑๐พระสุตตันตปิฎกเล่ม๒ทีฆนิกายมหาวรรคมหาปรินิพพานสูตร หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานพุทธศาสนิกชนผู้ศรัทธาทั้งหลายก็ได้นิยมเดินทางมานมัสการสถานที่สำคัญเหล่านี้ดังปรากฏหลักฐานของสมณทูตจากประเทศจีนเช่นหลวงจีนฟาเหียนพระถังซำจั๋งเป็นต้นที่ได้เดินทางมาจากประเทศจีนเพื่อสักการะสังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญในพุทธประวัติอื่นๆซึ่งรวมถึงเรื่องราวการเดินของชาวไทยที่จาริกไปพุทธคยาด้วยดังเช่นพงศาวดารเหนือไว้ว่าผู้จาริกได้นำรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระมหาโพธิเจดีย์มาสร้างเป็นเจดีย์วัดเจดีย์เจ็ดยอดในตัวเมืองเชียงใหม่แต่หลังจากพระพุทธศาสนาได้เสื่อมไปจากอินเดียสังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญอื่นๆก็ได้ถูกทิ้งร้างไปซึ่งในระยะนั้นก็มีชาวพุทธเข้ามาบูรณะบ้างเป็นครั้งคราวแต่สุดท้ายก็ได้ถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิงในช่วงพุทธศตวรรษที่๑๘จนอนุทวีปอินเดียยกเว้นศรีลังกาถูกอังกฤษเข้ามาปกครองเป็นอาณานิคมจึงได้เริ่มมีการเข้าไปบูรณะขุดค้นทางโบราณคดียังสถานที่สำคัญต่างๆซึ่งถูกทิ้งร้างเป็นเนินดินจำนวนมากและมีการบูรณะเรื่อยมาโดยศรัทธาทุนทรัพย์ของชาวพุทธบ้างรัฐบาลอินเดียบ้างจนในช่วงหลังพุทธศักราช๒๕๐๐จึงได้เริ่มมีชาวพุทธทุกนิกายจากทั่วโลกนิยมมานมัสการสังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิมากขึ้นจนปัจจุบัน การแสวงบุญของชาวพุทธในดินแดนพุทธภูมิ การแสวงบุญของชาวพุทธในดินแดนพุทธภูมิ การแสวงบุญ การแสวงบุญ

     การแสวงบุญของชาวพุทธในดินแดนพุทธภูมิคือการเดินทางของพุทธศาสนิกชนผู้มีศรัทธาเพื่อไปสักการะสถานที่สำคัญในพระพุทธประวัติหรือสถูปเจดีย์ที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาลหรือที่คือดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดียและเนปาลในปัจจุบันโดยสถานที่สำคัญที่ถือได้ว่าเป็นจุดหมายหลักของชาวพุทธคือสังเวชนียสถาน๔ตำบลคือลุมพินีวันสถานที่ประสูติพุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ฯสารนาถสถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนาและกุสินาราสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งนอกจากสังเวชนียสถานแล้วยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆอีกมากซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและประวัติศาสตร์พุทธศาสนาทั้งที่เป็นมหาสังฆารามในอดีตหรือเมืองสำคัญในสมัยพุทธกาลที่มีความเกี่ยวข้องปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาซึ่งบางแห่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกเช่นที่พุทธคยาถ้ำอชันตาเอลโลล่าเป็นต้น เดิมนั้นการเดินทางไปสักการะยังสถานที่ต่างๆในดินแดนพุทธภูมิเป็นไปด้วยความยากลำบากต้องมีความศรัทธาตั้งมั่นอย่างมากจึงจะสามารถไปนมัสการได้ครบทุกแห่งในปัจจุบันการเดินทางสะดวกสะบายขึ้นและมีวัดพุทธนานาชาติอยู่ในจุดสำคัญๆของพุทธสถานโบราณต่างๆทำให้ชาวพุทธจากทั่วโลกนิยมไปนมัสการพุทธสถานในดินแดนพุทธภูมิเป็นจำนวนมากในแต่ละปีคะ การแสวงบุญของชาวพุทธในดินแดนพุทธภูมิ การแสวงบุญของชาวพุทธในดินแดนพุทธภูมิ การแสวงบุญ การแสวงบุญ

     กาลกิริยาอ่านว่ากาละกิริยาหรือกานกิริยาแปลว่าการกระทำกาละคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กาลกิริยา กาลกิริยา กาลกิริยา กาลกิริยา



๒๓ ความรู้ก่อนหน้า |๒๓ ความรู้ต่อไป

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | ก ถึง ฮ