| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | ก ถึง ฮ

     อ้างตามคำพระองค์นะคะ "ดูกรภิกษุ!กัปหนึ่งนั้นเป็นเวลายาวนานนักหนาจะนับเป็นว่าเท่านี้ปีเท่านี้ร้อยปีเท่านี้พันปีเท่านี้แสนปีดังนี้ไม่ได้เลย ดูกรภิกษุ!เราตถาคตจะยกอุปมาให้เธอฟังเหมือนอย่างว่าภูเขาศิลาลูกใหญ่ยาว๑โยชน์กว้าง๑โยชน์สูง๑โยชน์ไม่มีช่องไม่มีโพรงเป็นแท่งทึบยังมีบุรุษผู้หนึ่งนำเราผ้าขาวบางเยื่อไม้มาแต่แคว้นกาสีแล้วเอาผ้านั้นปัดถูภูเขา๑๐๐ปีต่อครั้งหนึ่งดังนี้การที่ภูเขาศิลาใหญ่นั้นจะพึงถึงความหมดไปสิ้นไปเพราะความพยายามของบุรุษนั้นยังเร็วกว่าแต่เวลาที่เรียกว่ากัปหนึ่งนั้นยังไม่ถึงความหมดไปสิ้นไปเลยกัปหนึ่งนั้นนานอย่างนี้ก็บรรดากัปที่นานอย่างนี้แหละพวกเธอท่องเที่ยวไปมาอยู่ในวัฏสงสารมิใช่๑กัปมิใช่๑๐๐กัปมิใช่๑๐๐๐กัปมิใช่๑๐๐๐๐๐กัปข้อนี้เป็นเพราะเหตุใด?เพราะว่าวัฏสงสารนี้กำหนดที่สุดและเบื้องต้นมิได้ในเมื่อเหล่าสัตว์ทั้งหลายถูกอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้นถูกตัณหาผูกพันเขาไว้ก็ย่อมจะต้องท่องเที่ยวไปๆมาๆอยู่โดยที่สุดและเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏเลย" ปัพพตสูตรสังยุตนิกายนิทานวรรคข้อ๓๑๔หน้า๒๑๖บาลีฉบับสยามรัฐ "ดูกรภิกษุ!เราตถาคตจะยกอุปมาให้เธอฟังเหมือนอย่างว่าพระนครที่ทำด้วยเหล็กมีความยาว๑โยชน์กว้าง๑โยชน์สูง๑โยชน์ซึ่งเป็นพระนครที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดมีเมล็ดพันธุ์ผักกาดรวมกันเป็นกลุ่มก้อนยังมีบุรุษผู้หนึ่งพึงหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่งๆออกจากพระนครนั้นโดยกาลล่วงไป๑๐๐ปีต่อเมล็ดหนึ่งการที่เมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้นจะพึงถึงความหมดไปสิ้นไปเพราะความพยายามของบุรุษนั้นยังเร็วกว่าแต่เวลาที่เรียกว่ากัปหนึ่งนั้นยังไม่ถึงความหมดไปสิ้นไปเลยกัปหนึ่งนั้นนานอย่างนี้ก็บรรดากัปที่นานอย่างนี้แหละพวกเธอท่องเที่ยวไปมาอยู่ในวัฏสงสารมิใช่๑กัปมิใช่๑๐๐กัปมิใช่๑๐๐๐กัปมิใช่๑๐๐๐๐๐กัปข้อนี้เป็นเพราะเหตุใด?เพราะว่าวัฏสงสารนี้กำหนดที่สุดและเบื้องต้นมิได้ในเมื่อเหล่าสัตว์ทั้งหลายถูกอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้นถูกตัณหาผูกพันเขาไว้ก็ย่อมจะต้องท่องเที่ยวไปๆมาๆอยู่โดยที่สุดและเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏเลย" สาสปสูตรสังยุตนิกายนิทานวรรคข้อ๔๑๓หน้า๒๑๖บาลีฉบับสยามรัฐ กัป กัปนึงยาวนานขนาดไหน กัป กัป ยาว๑โยชน์กว้าง๑โยชน์สูง๑โยชน์

     อ้างตามคำพระองค์นะคะ "ดูกรภิกษุทั้งหลาย!เราตถาคตจะยกอุปมาให้พวกเธอฟังยังมีพระพุทธสาวก๔รูปในพระศาสนานี้เป็นผู้มีอายุยืน๑๐๐ปีมีชีวิตอยู่ได้๑๐๐ปีหากว่าพระสาวกทั้ง๔รูปเหล่านั้นสามารถระลึกถอยหลังไปได้วันละ๑๐๐๐๐๐กัปและกัปที่พระสาวกเหล่านั้นระลึกไม่ถึงพึงยังมีอยู่อีกพระสาวก๔รูปของเราผู้มีอายุยืน๑๐๐ปีมีชีวิตอยู่ได้๑๐๐ปีพึงทำกาละโดยล่วงไป๑๐๐ปีเสียก่อนโดยแท้เลยกัปที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมีจำนวนมากมายอย่างนี้แหละฉะนั้นจึงมิใช่เป็นการกระทำที่ง่ายในการที่จะนับจำนวนกัปว่าเท่านี้ร้อยกัปเท่านี้พันกัปเท่านี้แสนกัปข้อนี้เป็นเพราะเหตุดังฤๅ?เพราะว่าวัฏสงสารกำหนดที่สุดและเบื้องต้นมิได้ในเมื่อเหล่าสัตว์ทั้งหลายถูกอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้นถูกตัณหาผูกพันเข้าไว้ก็ย่อมจะต้องท่องเที่ยวไปๆมาๆอยู่โดยที่สุดและเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏเลย" จากสาวกสูตรสังยุตนิกายนิทานวรรคข้อ๔๓๓หน้า๒๑๗บาลีฉบับสยามรัฐ เราอ้างตามคำพระองค์นะคะ มีอยู่ครั้งหนึ่งคะขณะที่องค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ณพระเชตวันมหาวิหารได้มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเข้าไปเฝ้าและกราบทูลถามปัญหาเรื่องกัปที่ผ่านไปแล้วสมเด็จพระพุทธองค์ได้มีพระพุทธฎีกาตอบแก่เขาว่า "ดูกรพราหมณ์!เราตถาคตจะยกอุปมาให้ท่านฟังเหมือนอย่างว่าแม่น้ำคงคานี้ย่อมเกิดแต่ที่ใดและย่อมถึงมหาสมุทรณที่ใดเม็ดทรายในระยะนี้ย่อมไม่เป็นของไม่ง่ายนักที่จะกำหนดนับได้เท่านี้เม็ดเท่านี้ร้อยเม็ดเท่านี้พันเม็ดเท่านี้แสนเม็ดดูกรพราหมณ์!กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้วล่วงไปแล้วมากกว่าเม็ดทรายเหล่านั้นจึงมิใช่เป็นการง่ายนักที่จะกำหนดนับกัปเหล่านั้นว่าเท่านี้กัปเท่านี้ร้อยกัปเท่านี้พันกัปเท่านี้แสนกัป ข้อนี้เป็นเพราะเหตุดังฤๅ?เพราะว่าวัฏสงสารนี้กำหนดที่สุดและเบื้องต้นมิได้ในเมื่อเหล่าสัตว์ทั้งหลายถูกอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้นถูกตัณหาผูกพันเข้าไว้ก็ย่อมจะต้องท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยที่สุดและเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏสัตว์ทั้งหลายที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนั้นได้เสวยทุกข์ความเผ็ดร้อนความพินาศได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้าตลอดกาลนานพอทีเดียวเพื่อจะคลายความกำหนัดพอทีเดียวเพื่อจะหลุดพ้นได้ใช่ไหมเล่า" จากคงคาสูตรสังยุตนิกายนิทานวรรคข้อ๔๓๕หน้า๒๑๗บาลีฉบับสยามรัฐ กัป เราผ่านมาแล้วกี่กัป กัป กัป กำหนดที่สุดและเบื้องต้นมิได้

      กัลยาณชนแปลว่าคนดีคนงามใช้ว่าสาธุชนก็มีหมายถึงคนที่มีความประพฤติดีคนที่ประกอบด้วยคุณอันงามคือคนที่มีวิถีชีวิตที่งดงามมีคุณธรรมประจำใจประกอบอาชีพในทางสุจริตเว้นอาชีพที่ผิดเป็นทุจริตตั้งอยู่ในเมตตากรุณาธรรมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่เบียดเบียนใครให้เดือดร้อนไม่เป็นศัตรูไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใดเป็นต้น กัลยาณชนว่าโดยธรรมก็คือผู้ดำรงมั่นคงอยู่ในกัลยาณธรรมคือเบญจศีลและเบญจธรรมนั่นเองคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กัลยาณชน สั้นๆก็คนดีนี่แหละคะ ชมรมพุทธเบญจจินดา กัลยาณชน กัลยาณชน กัลยาณชน

      กิเลสแปลว่าสิ่งเกาะติดส่วนตัณหาหมายถึงความติดใจอยากเป็นสิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจแล้วทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวตัณหาเป็นต้นเหตุทำให้เกิดทุกข์เมื่อดับตัณหาเสียได้ก็เป็นอันว่าหักวัฏฏะดังกล่าวได้ดับกิเลสดับทุกข์ทางจิตใจในปัจจุบันและเมื่อดับขันธ์ในที่สุดก็ไม่เกิดอีกดับรอบสิ้นทุกข์ด้วยประการทั้งปวงคะ กิเลสแปลว่าสิ่งเกาะติดสิ่งเปรอะเปื้อนสิ่งสกปรก กิเลสคือสิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจแล้วทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวมีอุปมาเหมือนสีที่ใส่ลงไปในน้ำทำให้น้ำมีสีเหมือนสีที่ใส่ลงไปใจก็เช่นกันปกติก็ใสสะอาดแต่กลายเป็นใจดำใจง่ายใจร้ายก็เพราะมีกิเลสเข้าไปอิงอาศัยผสมปนเปอยู่ กิเลสที่ชอบซุกหมักหมมอยู่ในใจคนมากที่สุดคือราคะโลภะโทสะโมหะเพราะกิเลสชอบซุกหมักหมมอยู่ในใจของคนจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากิเลสาสวะหรืออาสวกิเลสแปลว่ากิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตคะ กิเลส กิเลส กิเลส กิเลส สิ่งเกาะติด

     กาลัญญู

     กฐินเป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาทเป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ๓เดือนแล้วสามารถรับมานุ่งห่มได้โดยคำว่าการทอดกฐินหรือการกรานกฐินจัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลาคือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม๑ค่ำเดือน๑๑ไปจนถึงวันขึ้น๑๕ค่ำเดือน๑๒เท่านั้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด๑ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้วกฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วยแต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท การได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐินด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐินหรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้นและด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้นจัดเป็นสังฆทานคือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ยกให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติญัตติทุติยกรรมวาจาและกาลทานที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอนคณะสงฆ์วัดหนึ่งๆสามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปีจึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านานโดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปีในปัจจุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไปแต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทนเช่นเงินหรือวัตถุสิ่งของเพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวายจะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ระยะเวลานั้นมีเพียง๑เดือนคือตั้งแต่วันแรม๑ค่ำเดือน๑๑ไปจนถึงวันขึ้น๑๕ค่ำเดือน๑๒หรือวันเพ็ญเดือน๑๒ระยะเวลานี้เรียกว่ากฐินกาลคือระยะเวลาทอดกฐินหรือเทศกาลทอดกฐิน กฐิน กฐิน กฐิน กฐิน

     กถาแปลว่าถ้อยคำคำพูดเรื่องการกล่าวการพูดการอธิบายหมายถึงถ้อยคำที่กล่าวหรือเรื่องแต่งขึ้นเพื่อสื่อความเพื่ออธิบายความหรือเพื่อชี้แจงรายละเอียดเป็นต้นคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กถา กถา กถา กถา

     กถามรรคแปลว่าทางแห่งกถาลาดเลาแห่งกถาแนวทางแห่งคำพูดได้แก่เค้าโครงแห่งเรื่องที่แต่งหรือที่เทศน์มีความหมายว่าเค้าโครงหรือโครงสร้างของเรื่องที่ผู้แต่งหรือผู้เทศน์กำหนดขึ้นตามอัตโนมัติโดยกำหนดว่าจะแต่งไปทำนองไหนจะเดินเรื่องอย่างไรจะแสดงเรื่องใดก่อนหลังและจะขยายความกว้างแคบอย่างไรเป็นต้น กถามรรคเป็นคำที่นิยมใช้ในสำนวนเทศนาสมัยเก่าเช่นการอธิบายข้อธรรมนี้ไม่อาจให้พิสดารได้ด้วยกถามรรคโดยย่อและการเวลาเท่านี้เป็นต้น พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กถามรรค กถามรรค กถามรรค กถามรรค

     กถาวัตถุเป็นคัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมปิฎกแถลงวินิจฉัยทัศนะต่างๆที่ขัดแย้งกันระหว่างนิกายทั้งหลายสมัยสังคายนาครั้งที่สามกถาวัตถุได้รับขนานนามจากเหล่านักปรัชญาว่าเป็นไข่มุขแห่งปรัชญาตะวันออกเพราะในกถาวัตถุแบ่งเป็น๒ส่วนคือกถาวัตถุบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าและที่เติมมาในภายหลังเมื่อครั้งสังคยนาครั้งที่สามกถาวัตถุส่วนที่บริสุทธินั้นมีลักษณะไม่ใช่แบบโฆษณาชวนเชื่อใดๆเพราะเป็นหลักตรรกะศาสตร์ล้วนมีลักษณะตรัสบอกเรื่องกลไกของภาษาเช่นเท็จในจริงมาวางก็จะได้เท็จในจริงจริงในเท็จเท็จในเท็จจริงในจริงถ้าเราใส่ของเท็จของจริงใส่หลังเท็จหลังจริงเป็นต้นจึงไม่มีลักษณะโน้มน้าวใดๆเลยแม้แต่เรื่องของเหตุผล กถาวัตถุ กถาวัตถุ กถาวัตถุ กถาวัตถุ

     กบิลพัสดุ์เป็นชื่อเมืองหลวงของแคว้นสักกะเป็นเมืองของพระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงเจริญเติบโตและประทับอยู่จนกระทั่งพระชนมายุ๒๙ปีปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาลติดชายแดนตอนเหนือประเทศอินเดียยังเหลือซากเมืองอยู่เป็นหลักฐานและไม่ห่างจากเมืองนี้มีสังเวชนียสถานที่สำคัญคือสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าซึ่งเรียกว่าลุมพินีวันปรากฏอยู่บริเวณลุมพินีมีวัดพุทธของประเทศไทยและของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอีกหลายวัดเป็นดินแดนที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกนิยมไปแสวงบุญกัน กบิลพัสดุ์แปลตามศัพท์ว่าที่อยู่ของกบิลดาบสเพราะบริเวณที่ตั้งเมืองนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของดาบสชื่อกบิลพวกเจ้าศากยะได้มาจับจองตั้งเป็นเมืองขึ้นและตั้งชื่อเมืองใหม่นี้ว่ากบิลพัสดุ์เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่กบิลดาบส โดยในปีพุทธศักราช๒๔๔๒นักโบราณคดีได้แกะรอยแนวที่ตั้งของเสาพระเจ้าอโศกและตำนานการสร้างเมืองมาจนพบกับเมืองโบราณร้างชื่อติเลาราโกตอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับกรุงกบิลพัสดุ์ตามที่ระบุในเอกสารหลายฉบับอยู่ทางใต้ของเชิงเขาหิมาลัย๑๖กิโลเมตรสวนลุมพินีวันห่างออกไป๓๕กิโลเมตรทางตะวันออกทางตะวันตกมีลำน้ำสาขาของแม่น้ำคงคาไหลผ่าน หลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดียืนยันว่ามีความเป็นเมืองโบราณตั้งแต่ก่อนพุทธกาลประมาณ๑๐๐ปีและได้ความเจริญต่อเนื่องมาจนถึงปลายพุทธศตวรรษที่๗ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างไป ปัจจุบันเมืองโบราณติเลาราโกตแห่งนี้รวมทั้งลุมพินีวันได้รับการประกาศจากยูเนสโกให้นับเป็นมรดกโลกที่อยู่ในประเทศเนปาล กบิลพัสดุ์ เมืองกบิลพัสดุ์เมืองที่เจ้าชายเจ้าชายสิทธัตถะทรงเติบโต กบิลพัสดุ์ เมืองกบิลพัสดุ์

     กรรมฐานหมายถึงที่ตั้งแห่งการทำงานของจิตสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนาอุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกอบรมจิตหรืออุบายหรือกลวิธีเหนี่ยวนำให้เกิดสมาธิกรรมฐานจึงเป็นสิ่งที่เอามาให้จิตกำหนดเพื่อให้จิตสงบอยู่ได้ไม่เที่ยวเตลิดเลื่อนลอยฟุ้งซ่านไปอย่างไร้จุดหมาย กรรมฐาน กรรมฐาน กรรมฐาน กรรมฐาน

     กรรมวาจาจารย์อ่านว่ากำมะวาจาจานแปลว่าอาจารย์ผู้สวดกรรมวาจาคือภิกษุผู้ทำหน้าที่สวดประกาศในท่ามกลางสงฆ์เวลาทำพิธีอุปสมบทเพื่อให้สงฆ์ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวอุปสัมปทาเปกข์หรือผู้ขอบวชและถามมติของสงฆ์ว่าจะยอมรับผู้ขอบวชให้เป็นภิกษุหรือไม่เรียกกันว่าพระกรรมวาจาจารย์ กรรมวาจาจารย์เป็นคู่กับพระอนุสาวนาจารย์ซึ่งทำหน้าที่บอกอนุศาสน์หรือคำสอนเกี่ยวกับระเบียบวินัยเบื้องต้นแก่ผู้บวชที่เป็นภิกษุใหม่ในปัจจุบันทั้งสองรูปทำหน้าที่เหมือนกันคือสวดประกาศฉะนั้นจึงเรียกว่าคู่สวดหรือพระคู่สวดส่วนหน้าที่บอกอนุศาสน์กำหนดให้เป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์คะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กรรมวาจาจารย์ กรรมวาจาจารย์ กรรมวาจาจารย์ กรรมวาจาจารย์

     กรุณาคือความปรารถนาให้ผู้อื่นหรือสรรพสัตว์พ้นทุกข์หรือการเห็นผู้อื่นหรือสรรพสัตว์เป็นทุกข์หรือตกอยู่ในทุกข์แล้วทนอยู่ไม่ได้ต้องหาทางช่วยเหลือเต็มที่โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ความปรารถนาให้สรรพสิ่งเป็นอิสระจากความทุกข์คะ กรุณา ความกรุณา กรุณา ความกรุณา

     กสิณคือวิธีการปฏิบัติสมาธิแบบหนึ่งในพระพุทธศาสนามีความหมายว่าเพ่งอารมณ์เป็นสภาพหยาบสำหรับให้ผู้ฝึกจับให้ติดตาติดใจให้จิตใจจับอยู่ในกสิณใดกสิณหนึ่งใน๑๐อย่างให้มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียวจิตจะได้อยู่นิ่งไม่ฟุ้งซ่านมีสภาวะให้จิตจับง่ายมีการทรงฌานถึงฌาน๔ได้ทั้งหมดกสิณทั้ง๑๐เป็นพื้นฐานของอภิญญาสมาบัติ การเพ่งกสิณนับว่าเป็นอุบายกรรมฐานกองต้นๆที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ว่าด้วยการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่ออบรมจิตอันเป็นแนวทางแห่งการบรรลุสำเร็จมรรคผลนิพพานหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ออกไปได้ซึ่งอุบายกรรมฐานมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสี่สิบกองภายใต้กรรมฐานทั้งสี่สิบกองนั้นจะประกอบไปด้วยกรรมฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการเพ่งกสิณอยู่ถึงสิบกองด้วยกัน การเพ่งกสิณคืออาการที่เราเพ่งอารมณ์ไม่ได้หมายถึงเพ่งมองหรือจ้องมองไปยังวัตถุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาทิเช่นพระพุทธรูปเทียนสีต่างๆหรือแม้กระทั่งอากาศฯลฯแล้วเรียนรู้รับรู้บันทึกสภาพหรือคุณสมบัติเฉพาะของวัตถุหรือธาตุหรือสิ่งๆนั้นไว้เช่นเนื้อสีสภาพผิวความหนาแน่นความเย็นในจิตจนกระทั่งเมื่อหลับตาลงจะปรากฏภาพนิมิตหรือนิมิตกสิณของวัตถุหรือสิ่งๆนั้นขึ้นมาให้เห็นในจิตหรือแม้กระทั่งยามลืมตาก็ยังสามารถมองเห็นภาพนิมิตกสิณดังกล่าวเป็นภาพติดตา การเพ่งกสิณจัดเป็นอุบายวิธีในการทำสมาธิที่มีดีอยู่ในตัวกล่าวคือการเพ่งกสิณเป็นเสมือนทางลัดที่จิตใช้ในการเข้าสู่สมาธิได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายกว่าการเลือกใช้อุบายกรรมฐานกองอื่นๆมากมายนักทั้งนี้เนื่องจากแนวทางในการปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยการใช้อุบายวิธีการเพ่งกสิณนั้นจิตจะยึดเอาภาพนิมิตกสิณที่เกิดขึ้นมาเป็นเครื่องรู้ของจิตแทนอารมณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในจิตและเมื่อภาพนิมิตกสิณเริ่มรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตจิตก็จะรับเอาภาพนิมิตกสิณนั้นมาเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิต จากนั้นภาพนิมิตกสิณดังกล่าวจะค่อยๆพัฒนาไปเองตามความละเอียดของจิตซึ่งจะส่งผลให้เกิดมีความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับภาพนิมิตกสิณนั้นเริ่มตั้งแต่ความคมชัดในการมองเห็นภาพนิมิตกสิณที่ปรากฏขึ้นภายในจิตและสามารถมองเห็นภาพนิมิตกสิณนั้นได้อย่างชัดเจนราวกับมองเห็นด้วยตาจริงๆไปจนกระทั่งการที่จิตสามารถบังคับภาพนิมิตกสิณนั้นให้เลื่อนเข้าเลื่อนออกหรือหมุนไปทางซ้ายทางขวาหรือยืดหดภาพนิมิตกสิณดังกล่าวได้อันเป็นพลังจิตที่เกิดขึ้นจากการเพ่งนิมิตกสิณ แต่ในที่สุดแล้วภาพนิมิตกสิณทั้งหลายก็จะมาถึงจุดแห่งความเป็นอนัตตาอันได้แก่ความว่างและแสงสว่างกล่าวคือภาพนิมิตทั้งหลายจะหมดไปจากจิตแม้กระทั่งอาการและสัญญาในดวงจิตก็จะจางหายไปด้วยจากนั้นจิตจึงเข้าสู่กระบวนการของสมาธิในขั้นฌานต่อไปตามลำดับคะ กสิณ กสิณ กสิณ กสิณ

     กสิณ๑๐ประการนี้เป็นปัจจัยให้แสดงฤทธิ์ต่างๆตามนัยที่กล่าวมาแล้วในฉฬภิญโญเมื่อบำเพ็ญปฏิบัติในกสิณกองใดกองหนึ่งสำเร็จถึงจตตุถฌานแล้วก็ควรฝึกตามอำนาจที่กสิณกองนั้นมีอยู่ให้ชำนาญถ้าท่านปฏิบัติถึงฌาน๔แล้วแต่มิได้ฝึกอธิษฐานต่างๆตามแบบกล่าวกันว่าผู้นั้นยังไม่จัดว่าเป็นผู้เข้าฌานถึงกสิณคะ กสิณ กสิณ กสิณ กสิณ

     กสิณ๑๐แปลว่าวัตถุอันจูงใจหรือวัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิเป็นวิธีใช้วัตถุภายนอกเข้าช่วยโดยวิธีเพ่งเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่งมี๑๐อย่างคือภูตกสิณ๔หรือกสิณคือมหาภูตรูปได้แก่ปฐวีกสิณอาโปกสิณเตโชกสิณวาโยกสิณ วรรณกสิณ๔ได้แก่นีลกสิณปีตกสิณโลหิตกสิณโอทาตกสิณ กสิณอื่นๆได้แก่อาโลกกสิณอากาสกสิณ อสุภะ๑๐ได้แก่การพิจารณาซากศพระยะต่างๆรวมกัน๑๐ระยะตั้งแต่ศพเริ่มขึ้นอืดไปจนถึงศพที่เหลือแต่โครงกระดูก อนุสติ๑๐คืออารมณ์ดีงามที่ควรระลึกถึงเนืองๆได้แก่พุทธานุสติธัมมานุสติสังฆานุสติสีลานุสติจาคานุสติเทวตานุสติมรณสติกายคตาสติอานาปานสติอุปสมานุสติ อัปปมัญญา๔คือธรรมที่พึงแผ่ไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลายอย่างมีจิตใจสม่ำเสมอทั่วกันไม่มีประมาณไม่จำกัดขอบเขตโดยมากเรียกกันว่าพรหมวิหาร๔คือ เมตตาคือปรารถนาดีมีไมตรีอยากให้มนุษย์สัตว์ทั้งหลายมีความสุขทั่วหน้า กรุณาคืออยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ มุฑิตาคือพลอยมีใจแช่มชื่นบานเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุขและเจริญงอกงามประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไป อุเบกขาคือวางจิตเรียบสงบสม่ำเสมอเที่ยงตรงดุจตาชั่งมองเห็นมนุษย์สัตว์ทั้งหลายได้รับผลดีร้ายตามเหตุปัจจัยที่ประกอบไม่เอนเอียงไปด้วยชอบหรือชัง อาหาเรปฏิกูลสัญญากำหนดหมายความเป็นปฏิกูลในอาหาร จตุธาตุววัฏฐานกำหนดพิจารณาธาตุ๔คือพิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุ๔แต่ละอย่างๆ อรูป๔กำหนดสภาวะที่เป็นอรูปธรรมเป็นอารมณ์ใช้ได้เฉพาะผู้ที่เพ่งกสิณ๙อย่างแรกจนได้จตุตถฌานมาแล้วกรรมฐานแบบอรูปมี๔อย่างคืออากาสานัญจายตนะวิญญาณัญจายตนะอากิญจัญญายตนะเนวสัญญานาสัญญายตนะ กรรมฐาน กรรมฐาน กรรมฐาน กรรมฐาน

     กสิณมี๑๐อย่างแบ่งออกเป็น๒พวก พวกที่หนึ่งคือกสิณกลางมี๖อย่างคนทุกจริตฝึกกสิณได้ทั้ง๖เพราะเหมาะกับทุกอารมณ์ทุกอุปนิสัยของคน ๑ปฐวีกสิณธาตุดินของแข็งไม่ใช่หมายถึงเฉพาะดินนะคะจิตเพ่งดินโดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นดินหายใจเข้าให้ภาวนาว่าปฐวีหายใจออกให้ภาวนาว่ากสิณังเมื่อปฏิบัติอยู่ดังนี้ก็จะข่มนิวรณ์ธรรมเสียได้โดยลำดับกิเลศก็จะสงบระงับจากสันดานสมาธิก็จะกล้าขึ้นจิตนั้นก็ชื่อว่าตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิเมื่อทำได้สำเร็จปฐมฌานแล้วก็พึงปฏิบัติในปฐมฌานนั้นให้ชำนาญคล่องแคล่วด้วยดีก่อนแล้วจึงเจริญทุติยฌานสืบต่อไปได้ ๒เตโชกสิณธาตุไฟธาตุร้อนจิตเพ่งไฟคือการเพ่งเปลวไฟโดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นไฟหายใจเข้าให้ภาวนาว่าเตโชหายใจออกภาวนาว่ากสิณัง ๓วาโยกสิณธาตุลมจิตเพ่งอยู่กับลมนึกถึงภาพลมโดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นลมหายใจเข้าให้ภาวนาว่าวาโยหายใจออกภาวนาว่ากสิณัง ๔อากาสกสิณช่องว่างจิตเพ่งอยู่กับอากาศนึกถึงอากาศคือการเพ่งช่องว่างโดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นช่องว่างเวลาหายใจเข้าให้ภาวนาว่าอากาศหายใจออกภาวนาว่ากสิณัง ๕อาโลกสิณกสิณแสงสว่างจิตเพ่งอยู่กับแสงสว่างนึกถึงแสงสว่างวิธีเจริญอาโลกกสิณให้ผู้ปฏิบัติยึดโดยทำความรู้สึกถึงความสว่างไม่ใช่เพ่งที่สีของแสงนั้นเวลาหายใจเข้าให้ภาวนาว่าอาโลกหายใจออกให้ภาวนาว่ากสิณัง ๖อาโปกสิณธาตุน้ำของเหลวจิตนึกถึงน้ำเพ่งน้ำไว้คือการเพ่งน้ำโดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นน้ำหายใจเข้าให้ภาวนาว่าอาโปหายใจออกภาวนาว่ากสิณังให้เลือกภาวนากสิณใดกสิณหนึ่งให้ได้ถึงฌาน๔หรือฌาน๕กสิณอื่นๆก็ทำได้ง่ายทั้งหมด พวกที่สองคือกสิณเฉพาะอุปนิสัยหรือเฉพาะจริตมี๔อย่างสำหรับคนโกรธง่ายคือพวกโทสจริต ๑โลหิตกสิณเพ่งกสิณหรือนิมิตสีแดงจะเป็นดอกไม้แดงเลือดแดงหรือผ้าสีแดงก็ได้ทั้งนั้นจิตนึกภาพสีแดงแล้วภาวนาว่าโลหิตกสิณัง ๒นีลกสิณตาดูสีเขียวใบไม้หญ้าหรืออะไรก็ได้ที่เป็นสีเขียวแล้วหลับตาจิตนึกถึงภาพสีเขียวภาวนาว่านีลกสิณัง ๓ปีตกสิณจิตเพ่งของอะไรก็ได้ที่เป็นสีเหลืองภาวนาว่าปีตกสิณัง ๔โอทากสิณตาเพ่งสีขาวอะไรก็ได้แล้วแต่สะดวกแล้วหลับตานึกถึงภาพสีขาวภาวนาโอทากสิณังจนจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่วอกแวกไม่รู้ลมหายใจภาพกสิณชัดเจน เห็นครูบาอาจารย์ท่านว่าจิตเข้าถึงฌาน๔พอถึงฌานที่๕ก็เป็นจิตเฉยมีอุเบกขาอยู่กับภาพกสิณต่างๆที่จิตจับเอาไว้คะ กสิณ กสิณ กสิณ กสิณ

     กหาปณะเป็นคำเรียกเงินตราทำด้วยโลหะที่ใช้ในสมัยพุทธกาลเป็นเงินตราโลหะชนิดแรกของอนุทวีปอินเดียเทียบคำว่ากษาปณ์ในปัจจุบันมีอัตราเทียบเท่ากับ๒๐มาสกหรือ๑ตำลึงหรือ๔บาทไทย มีปรากฏอยู่ในพระวินัยว่าด้วยเรื่องการลักทรัพย์คือภิกษุจงใจลักทรัพย์ที่มีราคา๕มาสกหรือ๑บาทขึ้นไปต้องอาบัติสูงสุดคือปาราชิกหากมีราคาต่ำกว่านั้นก็มีความผิดลดหลั่นลงมาตามราคาทรัพย์ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กหาปณะ เงินที่ใช้ในสมัยพุทธกาล กหาปณะ กหาปณะ

     กังขาวิตรณวิสุทธิหมายถึงความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัยความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้คือกำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยเห็นปฏิจจสมุปบาทคะ กังขาวิตรณวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ

     กัณฑ์หมายถึงข้อความส่วนหนึ่งวรรคหนึ่งตอนหนึ่งหรือหมวดหนึ่งปกติใช้กับการเทศน์คือข้อความธรรมะที่เทศน์อธิบายจบเรื่องโดยสมบูรณ์ในตอนเดียวเรียกว่ากัณฑ์เรื่องที่มีเนื้อความยาวซึ่งถูกแบ่งออกเป็นตอนๆแต่ละตอนก็เรียกว่ากัณฑ์เช่นเรื่องมหาเวสสันดรชาดกถูกแบ่งเป็น๑๓ตอนเรียกว่ามี๑๓กัณฑ์๑๐๐๐พระคาถาคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กัณฑ์ กัณฑ์ กัณฑ์ กัณฑ์

     กัณหปักษ์หมายถึงระยะเวลาที่พระจันทร์ค่อยๆลดความสว่างลงไปจนถึงมือสนิทได้แก่วันแรม๑ค่ำไปจนถึงแรม๑๕ค่ำคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กัณหปักษ์ กัณหปักษ์ กัณหปักษ์ กัณหปักษ์

     กัณหปักษ์แปลว่าฝ่านดำส่วนข้างมืดคือช่วงเวลาข้างแรมใช้ว่ากาฬปักษ์ก็มีเรียกว่าช่วงเดือนดับก็ได้อีกคะ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช)ปธ๙ราชบัณฑิตพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ชุดคำวัด,วัดราชโอรสารามกรุงเทพฯพศ๒๕๔๘ กัณหปักษ์ กัณหปักษ์ กัณหปักษ์ กัณหปักษ์

     กัปหรือกัลป์มีความหมายหลายทางได้แก่กาลเวลาสมัยอายุกำหนดวัดประมาณเป็นคำบอกถึงช่วงเวลาที่ยาวนานที่ใช้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกคะ ฎีกามาเลยยสูตรแบ่งกัปไว้๔แบบคือ อายุกัปคือกำหนดอายุสัตว์สัตว์เกิดมามีอายุเท่าไรเมื่ออายุสิ้นสุดลงเรียก๑กัปโดยในยุคพุทธกาล๑อายุกัปของมนุษย์ประมาณ๑๐๐ปีคือในยุคนั้นมนุษย์มีอายุเฉลี่ย๑๐๐ปีน่ะค่ะเอแล้วทำไมพระพุทธองค์มีพระชนมายุต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกันน้า~ทั้งๆที่พระองค์เป็นสุดยอดของมนุษย์แล้วแท้ๆน่าคิดๆ อันตรกัปคือกำหนดอายุสัตว์ระยะเวลาที่อายุขัยของมนุษย์ลงจากอสงไขยปีจนถึง๑๐ปี แล้วขึ้นจาก๑๐ปีจนถึงอสงไขยปีอสงไขยเท่ากับเลข๑ตามด้วยเลขศูนย์๑๔๐ตัว อสงไขยกัปเท่ากับ๖๔อันตรกัป มหากัปเท่ากับ๔อสงไขยกัป อสงไขยเท่ากับ๖๔อันตรกัป ยังมีกัปในความหมายของอายุของจักรวาลอีกนะคะคือระยะเวลาตั้งแต่โลกเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปค่ะ กัป กัป กัป กัป โลกเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป



๒๓ ความรู้ต่อไป

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | ก ถึง ฮ